The White Queen (2013) เป็นผลงานดราม่าประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของ BBC ในยุค 2010 สร้างจากนวนิยายของ Philippa Gregory ซึ่งนำเสนอเหตุการณ์สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses) มุมมองใหม่ผ่านสายตาของผู้หญิงสามคนที่กลายเป็นกุญแจสำคัญของการแย่งชิงบัลลังก์อังกฤษ จุดเด่นของเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องที่ “เข้มและนุ่ม” ไปพร้อมกัน ความเข้มมาจากการเมือง การหักหลัง เกมอำนาจในราชสำนัก ส่วนความนุ่มมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก การดิ้นรนเอาตัวรอดของสตรีในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่
นักแสดงภายหนัง The White Queen(2013)
- Rebecca Ferguson รับบท Elizabeth Woodville
- Max Irons รับบท King Edward IV
- Janet McTeer รับบท Jacquetta of Luxembourg
- James Frain รับบท Lord Warwick (The Kingmaker)
- Amanda Hale รับบท Margaret Beaufort
- Faye Marsay รับบท Anne Neville
- Aneurin Barnard รับบท Richard, Duke of Gloucester / King Richard III
- David Oakes รับบท George, Duke of Clarence
- leanor Tomlinson รับบท Isabel Neville
- Rupert Graves รับบท Thomas Grey
เรื่องราวของหนัง The White Queen(2013)
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ Elizabeth Woodville หรือ เอลิซาเบธ วูดวิลล์ หญิงสาวสามัญชนผู้มีความงดงามโดดเด่นและเป็นที่เลื่องลือ แม้ว่านางจะเคยมีชีวิตที่สุขสงบในฐานะภรรยาของเซอร์จอห์น เกรย์ แต่สงครามระหว่างยอร์กและแลงแคสเตอร์ทำให้สามีของนางต้องถูกสังเวยต่อคมดาบ ทิ้งให้นางต้องกลายเป็นแม่หม้ายพร้อมลูกเล็กสองคน อีกทั้งยังถูกริบที่ดินและทรัพย์สมบัติที่ควรตกเป็นของลูกชาย นางจึงต้องตัดสินใจเข้าหากษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4 อันเป็นผู้ชนะสงครามในขณะนั้นเพื่อร้องขอความเป็นธรรม นี่เองที่ทำให้ทั้งสองพบกันเป็นครั้งแรก การพบกันครั้งนั้นเหมือนความบังเอิญที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดทรงถูกใจในโฉมงามและความกล้าหาญของเอลิซาเบธในทันที แม้ที่ปรึกษาอย่างลอร์ดวอริกจะพยายามคัดค้านและหวังให้พระองค์แต่งงานกับเจ้าหญิงจากต่างแคว้นเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้เอ็ดเวิร์ดกลับเลือกเส้นทางที่เหนือความคาดหมาย ทั้งสองจึงตกลงแต่งงานกันอย่างลับ ๆ โดยมีการประกอบพิธีที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ
การแต่งงานของทั้งคู่กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อถูกเปิดเผยในราชสำนัก บรรดาขุนนางต่างไม่พอใจที่กษัตริย์เลือกสตรีสามัญชน อีกทั้งยังเป็นแม่หม้ายของผู้ที่เคยต่อสู้ในฝั่งตรงข้าม ความรู้สึกเย็นชาและการดูถูกถาโถมใส่นาง แต่เอลิซาเบธที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยแม่ผู้มีเชื้อสายแม่มดโบราณอย่าง Jacquetta นั้น ไม่ได้มีเพียงความงดงามภายนอก หากยังมาพร้อมสติปัญญาและความสามารถในการอ่านเกมอำนาจ ความเชื่อเรื่องโชคชะตาและเวทมนตร์ของ Jacquetta ทำให้นางสอนลูกสาวให้รู้จักใช้สัญชาตญาณและความลับในการเอาตัวรอดในราชสำนัก ซึ่งเอลิซาเบธเองก็ใช้สิ่งเหล่านี้ในการสร้างเครือข่ายให้แข็งแรง ทั้งการจัดการแต่งงานให้ญาติพี่น้องเข้ากับตระกูลผู้มีอำนาจ สร้างพันธมิตรใหม่ และค่อย ๆ ยกระดับความมั่นคงของตระกูลวูดวิลล์จนกว้างขวางเกินกว่าที่ใครคาดคิด
เมื่อเอลิซาเบธกลายเป็นราชินี นางก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันและความแค้นจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝั่งของลอร์ดวอริก ผู้ถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้สร้างกษัตริย์” เนื่องจากเขาเป็นผู้สนับสนุนให้เอ็ดเวิร์ดขึ้นครองราชย์แต่แรก วอริกต้องการควบคุมพระราชาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่เมื่อเอ็ดเวิร์ดเลือกภรรยาโดยไม่ฟังคำแนะนำของเขา ความสัมพันธ์ก็เริ่มร้าวลึก วอริกคิดว่าตระกูลวูดวิลล์เข้ามาแย่งอำนาจที่เคยเป็นของเขา เขาจึงเริ่มแผนล้มล้างราชินีและพระราชาอย่างลับ ๆ ความขัดแย้งยิ่งแรงขึ้นเมื่อเอลิซาเบธให้กำเนิดทายาทคนแรก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงในราชบัลลังก์และเป็นสิ่งที่วอริกไม่ต้องการเห็น
อีกด้านหนึ่งของเรื่องคือ Margaret Beaufort หรือ มาร์กาเรต โบฟอร์ต หญิงสาวที่มีความเด็ดเดี่ยวและศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระเจ้า มาร์กาเรตเชื่อมั่นว่าลูกชายของนาง เฮนรี ทิวดอร์ ถูกลิขิตให้เป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ แม้ว่าตระกูลทิวดอร์จะเป็นเพียงแขนงหนึ่งของตระกูลแลงแคสเตอร์ที่อ่อนแอ แต่มาร์กาเรตไม่เคยยอมแพ้ นางมีความสุขุมลุ่มลึก ใช้สติปัญญา เครือข่าย รวมถึงการแต่งงานเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในการดันลูกชายให้เข้าใกล้บัลลังก์มากขึ้น มาร์กาเรตทำงานด้วยความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าและความเชื่อว่าทุกเหตุการณ์ล้วนเป็นสัญญาณจากพระองค์ นางจึงมีความมุ่งมั่นที่ฉาบด้วยความเคร่งศาสนา ซึ่งทำให้บุคลิกของนางทั้งน่าเกรงขามและน่าสลดในเวลาเดียวกัน
สรุปรีวิวหนัง The White Queen(2013)
The White Queen(2013 การสิ้นสุดเส้นทางของทั้งสามหญิง เอลิซาเบธ วูดวิลล์ได้เห็นลูกสาวขึ้นเป็นราชินี แต่ต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดจากการหายตัวไปของลูกชายสองคน มาร์กาเรต โบฟอร์ตได้เห็นลูกชายขึ้นเป็นกษัตริย์สมดังคำทำนาย และกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนัก ส่วนแอนน์ เนวิลล์พบจุดจบอันเจ็บปวดจากชีวิตที่ถูกผลักเข้าสู่เกมการเมืองตั้งแต่เด็ก และเสียชีวิตก่อนจะเห็นการล่มสลายของสามีของตน
