The White Princess

รีวิวหนัง The White Princess

ซีรีส์ The White Princess ที่ดัดแปลงจากนิยายของ ฟิลิปปา เกรกอรี (Philippa Gregory) ถือเป็นหนึ่งในผลงานแนวประวัติศาสตร์ดราม่าที่เข้มข้นที่สุดในจักรวาล “The Cousins’ War” ต่อจาก The White Queen โดยนำเสนอเรื่องราวช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของราชวงศ์อังกฤษ หลังการสิ้นสุดของสงครามดอกกุหลาบ การต่อสู้ระหว่างราชวงศ์ยอร์กและแลนคาสเตอร์ ที่ยืดเยื้อนานหลายสิบปีและคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมหาศาล

นักแสดงภายหนัง The White Princess

  • Jodie Comer รับบท เอลิซาเบธแห่งยอร์ก (Elizabeth of York)
  • Jacob Collins-Levy รับบท เฮนรี ทิวดอร์ กษัตริย์เฮนรีที่ 7 (Henry VII)
  • Essie Davis รับบท อลิซาเบธ วูดวิลล์ (Elizabeth Woodville)
  • Michelle Fairley รับบท มาร์กาเรต โบฟอร์ต (Margaret Beaufort)
  • Suki Waterhouse รับบท ซูซานนา
  • Vincent Regan รับบท จอห์น เดอ ลา โพล
  • Patrick Gibson รับบท The Boy / Lambert Simnel
  • และนักแสดงคุณภาพอีกมากมายที่ร่วมสร้างบรรยากาศประวัติศาสตร์สุดเข้มข้น

เรื่องราวของหนัง The White Princess

เรื่องราวเริ่มขึ้นหลังสมรภูมิที่บอสเวิร์ธ (Battle of Bosworth) อันเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามระหว่างสองราชวงศ์ ซึ่งในครั้งนั้น ริชาร์ดที่ 3 แห่งราชวงศ์ยอร์กต้องล้มพระชนม์บนสนามรบ ขณะที่ เฮนรี ทิวดอร์ ผู้เป็นผู้นำฝ่ายแลนคาสเตอร์ก้าวขึ้นคว้าชัยชนะอย่างไม่คาดฝัน พร้อมรับตำแหน่งกษัตริย์องค์ใหม่ในนาม กษัตริย์เฮนรีที่ 7 อย่างไรก็ตาม แม้สงครามภายนอกจะจบลง แต่ “สงครามภายในพระราชวัง” เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

เอลิซาเบธแห่งยอร์ก หรือ “ลิซซี่” ถูกบีบให้ต้องแต่งงานกับชายที่เพิ่งสังหารลุงของตนเองไป เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางการเมืองว่าสองราชวงศ์จะรวมเป็นหนึ่งเดียว หลายฝ่ายมองว่าการแต่งงานนี้เป็นตราประทับแห่งสันติภาพ แต่สำหรับเอลิซาเบธ นี่คือการสูญสิ้นทุกอย่างในชีวิต เธอเติบโตขึ้นมาในฐานะเจ้าหญิงของยอร์ก ผู้เป็นที่รักของประชาชน และเป็นลูกสาวของพระราชินีผู้ทรงอิทธิพลอย่าง อลิซาเบธ วูดวิลล์ จึงเป็นเรื่องยากที่เธอจะต้องก้มหัวให้กับชายผู้เป็นศัตรูของครอบครัวมาโดยตลอด

ในด้านของเฮนรี เขาเองไม่ได้ต้องการการแต่งงานครั้งนี้เช่นกัน เขาเป็นชายที่เติบโตมาท่ามกลางการลี้ภัย ถูกแม่ของตน มาร์กาเรต โบฟอร์ต ควบคุมชีวิตทุกย่างก้าว และถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่าตนคือผู้ถูกเลือกโดยพระเจ้าเพื่อทวงบัลลังก์กลับคืนมาจากยอร์ก เขาไม่ไว้วางใจผู้หญิงในราชสกุลยอร์ก โดยเฉพาะเอลิซาเบธ วูดวิลล์ ผู้เป็นมารดาของว่าที่เจ้าสาว ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการเล่นไสยศาสตร์ การเมืองในเงามืด และความทะเยอทะยานไม่สิ้นสุด การแต่งงานของเอลิซาเบธกับเฮนรีจึงเป็นการเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และแรงกดดันมหาศาล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองเริ่มเรียนรู้ซึ่งกันและกันท่ามกลางไฟแห่งการเมืองที่ลุกลามอยู่รอบด้าน ขณะที่สองสตรีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด—อลิซาเบธ วูดวิลล์และมาร์กาเรต โบฟอร์ตยังเดินเกมเพื่อเสริมแสนยานุภาพของฝ่ายตนเองอยู่ตลอดเวลา

อลิซาเบธ วูดวิลล์ยังคงเชื่อว่าหนึ่งในลูกชายฝาแฝดของเธอ ซึ่งคือหนึ่งใน “เจ้าชายน้อยแห่งหอคอย” อาจยังมีชีวิตอยู่ และถ้าเขาปรากฏตัว เขาจะเป็นผู้ที่ชอบธรรมยิ่งกว่าเฮนรีในการครองราชบัลลังก์ เธอจึงเป็นฝ่ายผลักดันข่าวลือและเงื่อนงำต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนในราชสำนัก ขณะเดียวกัน มาร์กาเรต โบฟอร์ต ผู้เป็นมารดาของกษัตริย์เฮนรีที่ 7 ก็มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าการขึ้นครองบัลลังก์ของลูกชายตนเองคือพระประสงค์ของพระเจ้า เธอใช้อำนาจในเงามืดเพื่อกำจัดภัยคุกคามทุกอย่างต่อบัลลังก์ ไม่ว่าจะเป็นการจารกรรม การข่มขู่ หรือแม้แต่คำสั่งประหารอย่างไร้ความลังเล

ท่ามกลางความพยายามของสองมารดาในการควบคุมเกมอำนาจ เอลิซาเบธต้องเผชิญชะตากรรมอันหนักหนายิ่งกว่าใคร เธอเป็นทั้งภรรยาของกษัตริย์ เป็นแม่ของรัชทายาท และยังเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายยอร์กที่ยังมีผู้สนับสนุนอยู่ทั่วอังกฤษ ทุกย่างก้าวของเธอถูกจับตามองจากทั้งสองฝ่าย เธอจึงต้องใช้ความฉลาดและความเด็ดเดี่ยวในการรักษาความสงบภายในวังและภายในหัวใจของตนเอง ระหว่างทางเอลิซาเบธและเฮนรีเริ่มรู้สึกผูกพันกันมากขึ้น แม้ความรักจะก่อตัวช้า แต่ก็มีความมั่นคงและสวยงามในท่ามกลางความโกลาหล พวกเขาต่างยอมรับซึ่งกันและกันและพบว่าทั้งคู่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีทางเลือก ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตระกูลและประเทศชาติ ความโรแมนติกในเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความรักแบบอุดมคติ แต่เป็นความรักที่ผ่านการทดสอบมาทุกทาง ทั้งจากความหวาดระแวง แรงกดดัน และความแตกต่างทางอุดมการณ์

เรื่องราวเดินหน้าไปพร้อมกับการปรากฏของผู้ที่อ้างว่าตนคือ “เจ้าชายริชาร์ดที่ยังไม่ตาย” ก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหม่ ความจริงที่คลุมเครือนี้เป็นเหมือนไฟที่พร้อมเผาบัลลังก์ให้มอดไหม้ เพราะถ้าข่าวนี้เป็นจริง เอลิซาเบธจะต้องเผชิญทางเลือกที่ทำลายหัวใจ เธอจะยืนข้างสามีและลูก หรือจะกลับไปสนับสนุนเลือดเนื้อของตนเองในฐานะองค์ชายแห่งยอร์ก การเมือง ความลับ และความผูกพันในครอบครัวพันกันยุ่งเหยิงจนยากจะแยกออกจากกัน

สิ่งที่ทำให้ The White Princess ทรงพลังยิ่งขึ้น คือการนำเสนอผ่านมุมมองของผู้หญิงในประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกโดยนักประวัติศาสตร์ชายเป็นส่วนใหญ่ ซีรีส์นี้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงในยุคนั้น แม้จะถูกจำกัดบทบาทตามจารีต แต่กลับเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสำคัญที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเรื่องการสืบราชสันติวงศ์ การทำสงคราม หรือการเก็บงำความลับแห่งราชวงศ์ ทั้งอลิซาเบธ วูดวิลล์ และมาร์กาเรต โบฟอร์ต ต่างก็เป็นตัวละครที่ “ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์” ผ่านเบื้องหลัง แม้ไม่ปรากฏในสนามรบแต่ก็เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของผู้ที่อยู่ในสนามรบ

ขณะเดียวกันตัวละครเอลิซาเบธแห่งยอร์กที่แสดงโดย Jodie Comer ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างลึกซึ้ง เธอเป็นตัวละครที่ต้องก้าวผ่านจากหญิงสาวผู้อ่อนหวานไปสู่ราชินีผู้แข็งแกร่งโดยที่ไม่สูญเสียหัวใจอันงดงามของตน ความซับซ้อนทางอารมณ์ การทำหน้าที่เป็นแม่ ภรรยา และลูกสาว รวมถึงการเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ยอร์ก ทำให้ชีวิตของเธอล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เธอก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดและมองไปข้างหน้าเสมอ

ส่วนเจคอบ คอลลินส์-เลวี่ในบทเฮนรีที่ 7 ก็ถ่ายทอดกษัตริย์หนุ่มผู้ผสมผสานความแข็งกร้าว ความหวาดระแวง และความอ่อนไหวได้อย่างลงตัว เฮนรีเป็นกษัตริย์ที่ไม่เกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ เขาโดนบังคับให้สู้มาตลอดชีวิต และความกลัวว่าจะสูญเสียบัลลังก์ก็เกาะกินหัวใจเขาอยู่ทุกวัน เขาต้องสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำที่มั่นคง แต่ในความเป็นจริง เขาคือชายคนหนึ่งที่ถูกความโดดเดี่ยวกัดกร่อนจนเห็นได้ชัดเจนในทุกแววตา ความสัมพันธ์ของเขากับแม่อย่างมาร์กาเรตก็สะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างศรัทธา ความคาดหวัง และความกดดันที่แบกรับไว้มาตลอด

Michelle Fairley ในบทมาร์กาเรตก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เธอเป็นหญิงผู้ยึดมั่นในศาสนาและเชื่อว่าการขึ้นครองราชย์ของลูกชายเป็นเจตนารมณ์จากสวรรค์ การกระทำของเธอจึงดูแข็งกร้าว รุนแรง และเคร่งครัดเกินคนทั่วไป แต่ภายในของเธอคือหญิงคนหนึ่งที่ผ่านการสูญเสียและความโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต จนทำให้หัวใจเธอกลายเป็นหิน ด้านอลิซาเบธ วูดวิลล์ที่แสดงโดย Essie Davis ก็เป็นตัวแทนของสตรีผู้ใช้อำนาจผ่านเสน่ห์และปัญญา เธอเป็นทั้งแม่ผู้ปกป้องลูกอย่างดุเดือด และเป็นราชินีผู้คุ้นเคยกับการเล่นเกมการเมืองมาอย่างยาวนาน เธอยืนอยู่ในเงามืดตลอดเวลา คอยเพาะข่าวลือ คอยตรวจสอบ และคอยหาโอกาสที่จะดึงราชวงศ์ของตนกลับคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง แม้จะต้องใช้วิธีที่เสี่ยงอันตรายก็ตาม

ในช่วงท้ายของเรื่อง ความจริงและความลับเริ่มเปิดเผยทีละน้อย ชะตากรรมของเด็กหนุ่มผู้ถูกประกาศว่าเป็นเจ้าชายแห่งยอร์กถูกเฉลยผ่านเงื่อนไขทางการเมืองที่ซับซ้อน ขณะที่เอลิซาเบธเริ่มรู้ว่าความสงบสุขของราชอาณาจักรไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเธอเป็นยอร์กหรือแลนคาสเตอร์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนเชื่อมั่นในผู้นำหรือไม่ เธอจึงเลือกยืนอยู่ข้างสามีในฐานะราชินีของอังกฤษ แม้ตัวหัวใจลึก ๆ จะยังโหยหารากเหง้าของตนเองอยู่เสมอThe White Princess จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวความรักหลังสงคราม แต่เป็นการเปิดเผยว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นเกิดจากการยอมรับ เข้าใจ และเสียสละมากกว่าการต่อสู้ด้วยดาบ และแม้ไม่มีใครในเรื่องนี้ที่เป็น “คนดีสมบูรณ์แบบ” แต่ทุกคนล้วนต่อสู้เพื่อสิ่งที่เชื่อว่าสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา

สรุปรีวิวหนัง The White Princess

The White Princess เป็นมากกว่าซีรีส์ประวัติศาสตร์ มันคือเรื่องราวของความรักที่เติบโตจากความขัดแย้ง เรื่องราวของการเมืองที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกห้องของพระราชวัง และเรื่องราวของผู้หญิงที่ต้องยืนหยัดในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ซีรีส์นำเสนอภาพของความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อน ผ่านตัวละครที่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบแต่ก็ไม่มีใครเลวร้ายอย่างแท้จริง ทุกคนล้วนทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษาสิ่งที่รักที่สุด